เครื่องดูดความชื้น ค่าไฟเท่าไหร่? คุ้มไหมที่จะซื้อ 2026

เครื่องดูดความชื้นกินไฟเท่าไหร่ต่อวัน คิดเป็นเงินเท่าไหร่ต่อเดือน เปรียบเทียบกับแอร์โหมด Dry และเครื่องอบผ้า ช่วยประหยัดค่าซ่อมแซมความเสียหายจากความชื้นได้แค่ไหน

เครื่องดูดความชื้น ค่าไฟเท่าไหร่? คุ้มไหมที่จะซื้อ 2026

ก่อนซื้อเครื่องดูดความชื้น หลายคนกังวลเรื่องค่าไฟ — กลัวว่าจะเพิ่มค่าใช้จ่ายรายเดือน บทความนี้คำนวณให้เป็นตัวเลขจริง เพื่อให้ตัดสินใจได้ว่าคุ้มไหมกับปัญหาความชื้นที่มีอยู่

💡 ราคาเครื่องดูดความชื้นเปลี่ยนตามโปรโมชั่น กดเช็คราคาล่าสุดก่อนซื้อ

เครื่องดูดความชื้นกินไฟเท่าไหร่?

กำลังไฟของเครื่องดูดความชื้นขึ้นอยู่กับขนาดและเทคโนโลยี:

รุ่น/ขนาดกำลังไฟ
10-12 ลิตร/วัน (เล็ก)150-200W
20-22 ลิตร/วัน (กลาง)250-350W
30 ลิตร/วัน (ใหญ่ Non-Inverter)300-450W
30 ลิตร/วัน (Inverter)150-300W (ปรับได้)

เปรียบเทียบ: แอร์ 12,000 BTU ~900W, แอร์ 18,000 BTU ~1,300W — เครื่องดูดความชื้นกินไฟน้อยกว่าแอร์ 3-5 เท่า

คำนวณค่าไฟต่อเดือน

สูตร: กำลังไฟ (W) ÷ 1,000 × ชั่วโมง/วัน × วัน × ราคาต่อหน่วย

ใช้ค่าไฟ 4.5 บาท/หน่วย (ค่าเฉลี่ยบ้านทั่วไป):

เปิดวันละ200W (เล็ก)300W (กลาง)400W (ใหญ่)
4 ชั่วโมง~108 บาท~162 บาท~216 บาท
8 ชั่วโมง~216 บาท~324 บาท~432 บาท
24 ชั่วโมง~648 บาท~972 บาท~1,296 บาท

ตัวอย่างจริง: Xiaomi 22L (~250W) เปิด 8 ชั่วโมง/วัน ตลอดเดือน = ~270 บาท/เดือน ถ้าเปิดเฉพาะหน้าฝน (พ.ค.-ต.ค. ≈ 5 เดือน) = ~1,350 บาทต่อปี

เปรียบเทียบกับทางเลือกอื่น

วิธีลดความชื้นค่าไฟ/เดือนข้อสังเกต
เครื่องดูดความชื้น 22L (8h/วัน)~270 บาทควบคุมระดับได้แม่น
แอร์โหมด Dry (8h/วัน)~900-1,300 บาททำความเย็นด้วย ห้องหนาว
เครื่องอบผ้า 1,200W (1h/วัน)~162 บาทตากผ้าเท่านั้น ไม่ลดชื้นทั้งห้อง
พัดลมดูดอากาศ (24h/วัน)~65-85 บาทระบายออกได้ แต่ไม่ดึงชื้นจากอากาศ

เครื่องดูดความชื้นถูกกว่าแอร์โหมด Dry 3-5 เท่า และคุมความชื้นได้แม่นกว่า

Inverter vs Non-Inverter — ต่างกันยังไง

Non-Inverter ทำงานเต็มกำลังตลอด แล้วปิดเมื่อถึงเป้า จากนั้นเปิดใหม่เมื่อความชื้นขึ้น Inverter (เช่น LG Dual Inverter) ปรับรอบคอมเพรสเซอร์ได้ ทำงานช้าลงเมื่อความชื้นใกล้เป้า → ประหยัดค่าไฟได้ 20-40% และเงียบกว่าเมื่อทำงานต่ำรอบ

ถ้าเปิดต่อเนื่องทุกวัน ต่างกันหลักร้อยบาท/เดือน คุ้มที่จะจ่ายเพิ่มสำหรับ Inverter

คุ้มไหมที่จะซื้อ?

ค่าความเสียหายจากความชื้นที่หลีกเลี่ยงได้:

  • ผ้า/กระเป๋าขึ้นรา ซื้อใหม่ = หลักร้อย-หลักพัน
  • เฟอร์นิเจอร์ไม้บวม/เปื่อย = หลักพัน-หลักหมื่น
  • ซักผ้าซ้ำเพราะกลิ่นอับ = น้ำ ไฟ ค่าผงซักฟอกสะสม
  • ผนังขึ้นรา ต้องทาสีใหม่ = หลักพัน

เครื่องดูดความชื้นที่ดีราคา ~7,000-15,000 บาท ค่าไฟปีละ ~1,000-3,000 บาท เทียบกับค่าซ่อมของที่เสียหายจากความชื้น มักคุ้มภายใน 1-2 ปี

รุ่นที่ประหยัดไฟที่สุด

LG PuriCare MD19GQGA1

  • Dual Inverter ประหยัดไฟที่สุดในกลุ่ม 30 ลิตร/วัน
  • เสียงเบาเมื่อทำงานต่ำรอบ
  • (Lazada)

Xiaomi Smart Dehumidifier 22L

  • ตั้งเวลาเปิด-ปิดผ่านแอปได้ — ไม่ต้องเปิดทิ้งทั้งวัน ประหยัดไฟได้มาก
  • ดูกราฟการใช้ไฟได้ใน Mi Home
  • (Lazada)

สรุป: เครื่องดูดความชื้น 200-350W กินไฟราว 100-400 บาท/เดือน ขึ้นอยู่กับชั่วโมงใช้งาน ถูกกว่าแอร์โหมด Dry 3-5 เท่า และคุ้มค่ากว่ามากเมื่อเทียบกับต้นทุนความเสียหายจากความชื้น ดูรุ่นแนะนำครบที่ เครื่องดูดความชื้น ยี่ห้อไหนดี 2026

ราคาที่แสดงอาจเปลี่ยนแปลง โปรดตรวจสอบที่หน้าร้านอีกครั้ง

คำถามที่พบบ่อย

เครื่องดูดความชื้นกินไฟมากไหม เทียบกับแอร์?

กินไฟน้อยกว่าแอร์มาก ปกติอยู่ที่ 150-400W ในขณะที่แอร์ 1 ตัน = ~900W แอร์ 1.5 ตัน = ~1,300W เครื่องดูดความชื้น Inverter ยิ่งประหยัดกว่า เพราะปรับรอบคอมเพรสเซอร์ตามความชื้นในห้อง

เครื่องดูดความชื้นตัวนึง ค่าไฟเดือนนึงเท่าไหร่?

เครื่อง 200W เปิดวันละ 8 ชั่วโมง = 1.6 หน่วย/วัน × 30 วัน = 48 หน่วย ×4.5 บาท = ~216 บาท/เดือน รุ่น Inverter อาจลดได้ถึง 30-40% เป็น ~130-150 บาท/เดือน ถ้าเปิดแค่ช่วงหน้าฝน (4-5 เดือน) ค่าไฟตลอดปียิ่งน้อยลง

Inverter กับ Non-Inverter ต่างกันยังไงด้านค่าไฟ?

Inverter ปรับรอบคอมเพรสเซอร์ได้ ทำงานประหยัดกว่าตอนความชื้นต่ำลงแล้ว Non-Inverter จะสลับเปิด-ปิดเต็มกำลัง ในระยะยาว Inverter ประหยัดค่าไฟได้ 20-40% เช่น LG Dual Inverter กับ Sharp ทั่วไป

คุ้มกว่าเปิดแอร์โหมด Dry ไหม?

ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ ถ้าต้องการทำความเย็นด้วย แอร์โหมด Dry สะดวกกว่า แต่ถ้าต้องการลดความชื้นอย่างเดียว เครื่องดูดความชื้นดึงน้ำได้มากกว่า ควบคุมระดับได้แม่นกว่า และไม่ทำให้ห้องหนาวเกินไปในหน้าฝน